home  

ham  

tea  

myshop  

sjmall  

misc.  

links  

contact us


        

 

 

 

 

เถ้าแก่โรงสี

            มีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยก่อน เถ้าแก่คนหนึ่งมีโรงสีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ จำนวนหลายแห่ง ส่วนใหญ่มักจะอยู่ใกล้ริมแม่น้ำ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการขนข้าวสารเข้ามาขายในกรุงเทพ เนื่องจากระบบสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่สะดวกเท่าที่ควร จึงต้องแต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มไว้ดูแลกิจการแทน หรือที่เราเรียกว่า “หลงจู๊” ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ และมีความสามารถในการทำงานสูง รักษาผลประโยชน์ให้กับเจ้าของกิจการ

            เถ้าแก่เจ้าของโรงสีแห่งนี้ ได้แบ่งเกรดของแต่ละโรงสีไม่เท่ากัน ทั้งนี้ เพื่อกำหนดรายได้ขั้นต่ำตามสภาพความจริงมากที่สุด เถ้าแก่ส่วนใหญ่ก็จะมีฝ่ายบัญชี คอยช่วยเหลือตรวจสอบความถูกต้องเป็นประจำ ในแต่ละปี เถ้าแก่เจ้าของโรงสีจะเดินทางไปเยี่ยมดูและตรวจสอบด้วยตนเอง โดยกำหนดวันเวลาไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายถึง หลงจู๊ของโรงสีนั้น ๆ ต้องพร้อมที่จะรายงานตามข้อเท็จจริง การเดินทางในสมัยก่อนนิยมไปทางเรือ คณะติดตามเถ้าแก่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแผนกบัญชี กับหลงจู๊คนใหม่

            วิธีการตรวจสอบของเถ้าแก่เจ้าของโรงสีค่อนข้างจะเรียบง่าย หากหลงจู๊ของโรงสีใด รายงานผลการดำเนินงานสูงกว่าที่กำหนดไว้ ก็จะให้รางวัล และไม่ได้ตรวจดูระบบบัญชีแต่อย่างไร ถ้าหลงจู๊โรงสีไหน รายงานต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็จะถูกนำบัญชีกลับไปตรวจสอบ พร้อมทั้งให้หลงจู๊ขึ้นเรือกลับพร้อมกัน และแต่งตั้งหลงจู๊คนใหม่ที่มากับเรือไปทำหน้าที่แทน

            เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมหลงจู๊ที่รายงานยอดเกินจากขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ไม่ต้องตรวจสอบบัญชี เขาไม่คิดเลยหรือว่า โรงสีแห่งนั้นน่าจะมีรายได้สูงกว่ายอดที่รายงาน อาจจะมีการโกงกินกันก็ได้ เถ้าแก่โรงจู๊ต้องมีเหตุผลที่ดีพอสมควร

            อยู่มาปีหนึ่ง มีผู้รายงานว่า หลงจู๊ของโรงสีแห่งหนึ่ง ถึงแม้แจ้งรายได้สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ แต่ความจริงเขาได้แจ้งยอดต่ำกว่ารายได้จริงมากมาย ส่วนรายที่ทำรายได้ต่ำกว่ายอดขั้นต่ำนั้น เป็นคนเรียบร้อย สมถะ ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของกิจการ แต่กลับถูกตรวจสอบ เถ้าแก่เจ้าของโรงสี หัวเราะชอบใจแล้วตอบไปว่า หลงจู๊ที่ทำรายได้สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ นับว่าเป็นคนมีความสามารถในการค้าขายมาก ก็สมควรให้รางวัลแล้ว นี่ยิ่งได้ยินว่า เขาทำรายได้สูงกว่าที่แจ้งในวันนี้ แสดงว่าเขายิ่งมีความสามารถมากกว่าที่คิดอีก อย่างนี้นอกจากให้รางวัลแล้ว ยังควรจะเลื่อนขั้นให้เขาอีกด้วย ส่วนอีกรายถึงแม้เขาเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ไม่สามารถทำรายได้ให้กับกิจการได้ แสดงว่าเขามีความสามารถน้อย ก็น่าที่จะย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม

            ความคิดของเถ้าแก่โรงสีรายนี้ อาจเหมาะสำหรับในสมัยนั้น การเดินทางก็ไม่สะดวก การติดต่อสื่อสารระหว่างกันก็ต้องใช้เวลาพอสมควร การกำหนดรายได้ขั้นต่ำนั้น หากโรงสีไหนสามารถทำได้ตามเป้า เถ้าแก่ก็มีกำไรมากมายแล้ว ส่วนเกินหากถูกโกงกินไปบ้างแล้วตัวเองยังมีกำไรอยู่ ก็ต้องทำใจ หลับตาปิดหู แกล้งมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน หาไม่แล้ว ตัวเองต้องไปนั่งเฝ้าเอง ไม่สามารถขยายกิจการได้ การบริหารคนในขณะนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกใช้รูปแบบนี้

รับส่งของไม่ต้องมีเอกสาร

            การค้าขายของเถ้าแก่คนจีนในสมัยก่อน ดูเหมือนง่าย ๆ มองหน้ากัน ตะโกนทักทายกันเล็กน้อย การค้าก็ทำสำเร็จแล้ว โอ้เอ้นิดหน่อยก็นั่งจิบน้ำชาคุยกันสักครู่ ไม่ต้องส่งใบเสนอขาย ไม่ต้องมีใบสั่งซื้อ ไม่ต้องเซ็นรับของ ไม่ต้องวางบิล ไม่มีคนทวงหนี้

            คนจีนสมัยก่อนทำธุระกิจ ถือในเรื่องชื่อเสียงและยึดมั่นตามประเพณี การซื้อการขายจะอยู่บนพื้นฐานของการไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ เขาเชื่ออยู่ว่า ถึงแม้ว่าหลักฐานทำการอย่างถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นคนขี้โกง ไม่ซื่อสัตย์ เขาก็ไม่ชำระค่าสินค้า คนที่ซื่อตรง ถึงเวลาก็นำมาชำระ เรื่องเก็บหลักฐานไว้ขึ้นโรงขึ้นศาล แทบจะมีมีอยู่ในหัวคิดเลย

            การค้าขายในสมัยก่อน ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายมหาศาล หากได้รับความเชื่อถือแล้ว แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย พ่อค้าส่งจะวางของให้ขาย แล้วเก็บเงินทีหลัง ใครชำระเงินตรงตามกำหนด ไม่ทำตัวเหลวไหล ก็จะได้รับเครดิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

            ตามธรรมเนียมของคนจีน ก่อนขึ้นปีใหม่ หมายถึงวันตรุษจีน ใครมีหนี้สินเท่าไหร่ ก็จะพยายามชำระให้หมด ไม่ให้มีหนี้ข้ามปี ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี พ่อค้าก็จะนับวันครบรอบบัญชีถึงวันตรุษจีน สำหรับลูกหนี้ชั้นดี ก็จะพยายามนำเงินมาปิดบัญชีสำหรับรอบบัญชีในปีนั้น ๆ  แล้วตั้งหนี้สินสำหรับรอบบัญชีปีใหม่ หากรายใดชำระหนี้ตามกำหนดและมีแนวโน้มที่จะไปได้ดี ก็จะได้รับพิจารณาวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น หากรายใดมีปัญหา ก็จะส่งหลงจู๊ไปติดตามหนี้คืนมาให้ได้มากที่สุด ส่วนที่เหลือนั้น อาจต้องทำใจ หรือพักหนี้ไว้ แต่ก็ยังคงทำธุรกิจการต่อไป โดยที่ขายให้เฉพาะเงินสดเท่านั้น หากดูว่าช่วงนี้เขามีกำไรบ้าง ก็จะขอร้องให้เขาจ่ายหนี้เก่าบ้าง

            การทวงหนี้ของคนจีนในสมัยก่อน เขายอมให้ทวงหนี้ได้ถึงก่อนเที่ยงคืนของวันไหว้ พอขึ้นวันตรุษจีน (ชิวอิด) เขาจะพูดแต่คำดี ๆ ไม่มีการทวงหนี้จนถึงวันที่ 15 ช่วงนี้ ลูกหนี้พอที่จะหายใจทั่วท้องบ้าง แต่ก็อีกนั่นแหละ หากทำตัวเหลวไหล ก็จะไม่มีใครไว้ใจให้ของไปขายก่อน จะให้ซื้อด้วยเงินสดทุกครั้งก็ไม่มีทุน การค้าอาจถึงขั้นล่มสลาย

            เพราะฉะนั้น เถ้าแก่คนจีนจะพิจารณาเชื่อถือด้านความสามารถ และความซื่อสัตย์มากกว่ากระดาษเอกสารทางธุรกิจ

ไหว้พระไหว้เจ้าให้คนอื่นรวย

            ตามปกติ เวลาไปไหว้พระไหว้เจ้ามักจะอธิษฐานให้ตนเองและครอบครัวได้รับแต่สิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่ลูกค้าของผมรายหนึ่ง เขาก็เป็นคนชอบไหว้พระเจ้าเหมือนคนอื่น ๆ แต่เขากลับอธิษฐานให้ลูกค้ากับลูกน้องของเขา ให้มีการค้าที่เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น และลูกน้องมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานด้วยความปลอดภัย ความที่ผมเป็นเด็ก ไม่เข้าใจในเจตนาที่แท้จริงของเขา เขาพูดสวนกระแสสังคมหรือพูดจริง ๆ

            อาแป๊ะท่านนี้อธิบายให้ผมด้วยความเอ็นดูว่า อาตี๋ ตัวเราเองจะดีได้ต้องให้คนอื่นเขาดีด้วย อาแป๊ะขายวัสดุก่อสร้าง ก็ต้องภาวนาให้เขาสร้างบ้านแล้วขายได้ เขาจึงจะมาซื้อของและชำระเงินได้ เราก็พลอยขายดีด้วย ส่วนพวกลูกน้องถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง ได้รับอันตรายจากการทำงาน เราก็จะต้องเสียเงินเสียทองให้กับเขา

            ก็จริงอย่างที่อาแป๊ะอธิบาย มีร้านค้าบางรายขายของได้ดีมาก แต่เก็บไม่ได้เงิน ก็เพราะเจอแต่ลูกค้าที่เอาไปแล้วเจ๊ง ส่วนอาแป๊ะรายนี้ตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเจอปัญหาเลย จะเป็นเพราะอภินิหาร หรือความสุขุมรอบคอบในการเลือกลูกค้าก็ไม่ทราบได้ เพราะการที่มีมุมมองว่า ลูกค้าต้องดีเขาจึงจะดีด้วย เท่ากับเขาได้เลือกค้าขายกับลูกค้าที่ดีก่อนทำธุรกิจโดยไม่รู้ตัว โอกาสที่จะเจอลูกค้าที่มีปัญหาก็น้อยลง

คนที่ชอบติคือคนซื้อสินค้า

            ท่านเคยสังเกตหรือไม่ว่า มีลูกค้าประเภทหนึ่ง ขอให้ได้ติ ติได้ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า พ่อค้ามือใหม่จึงรู้สึกน่าเบื่อน่ารำคาญ อีกทั้งคนเหล่านี้ก็ไม่ยอมสั่งซื้อทีละมาก ๆ แต่จะซื้อบ่อย ๆ ยิ่งเพิ่มความรำคาญ

            ผู้ใหญ่มักจะพูดให้กำลังใจเสมอว่า คนที่ติสินค้าเราคือคนที่ซื้อสินค้าของเราที่แท้จริง ถึงแม้เขาติสินค้าของเรา ถ้าเขาไม่ชอบสินค้าเรา เขายังคงซื้อสินค้าเราอีกทำไม แสดงว่าเขามีความจริงใจกับสินค้าของเรา อยากให้เราพัฒนาแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ ในทางกลับกัน เคยสังเกตว่าคนที่ชมว่าสินค้าของเราดี เขาซื้อของของเราประจำหรือไม่

ปล่อยเครดิตให้ดูรุ่นต่อไป

            ญาติผู้ใหญ่สอนผมว่า การทำธุรกิจกับใคร ให้ดูที่ลูกหลานเขาด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากการทำธุรกิจเป็นเรื่องของการติดต่อระยะยาว ความซื่อสัตย์และความจริงใจระหว่างกัน การซื้อขายสินค้าจำนวนมากก็ต้องมีระยะเวลาการชำระเงิน มีวงเงินของสินเชื่อ คนที่เรากำลังทำธุรกิจกับเขาอยู่นี้ ถึงแม้ว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต แต่ลูกหลานของเขา เป็นคนไม่เอาไหน เสเพล เสพยาเสพติด ก็ต้องปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวัง หากวันหนึ่ง คนที่เราติดต่ออยู่นี้ป่วยหรือเสียชีวิต โอกาสที่จะได้หนี้คืน เห็นจะยากเต็มที แม้ว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ลูกหลานคอยแต่สร้างปัญหา กำลังใจในการทำการค้าก็ย่ำแย่ โอกาสที่จะล้มละลายก็สูงมากทีเดียว นั่นหมายเราต้องได้รับผลกระทบด้วย เพราะฉะนั้น การที่ให้สินเชื่อกับใครที่สูงอายุมาก ควรดูพฤติกรรมของลูกหลานเขาด้วย

รอยเท้าของคนทำให้อ้วน

            เวลาเข้าบ้านคนไทย ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน พื้นบ้านของคนไทยจึงสะอาดอยู่เสมอ ในขณะที่บ้านของพ่อค้าคนจีน ส่วนใหญ่เป็นตึกแถวเปิดบ้านไว้ทำธุรกิจ จึงไม่นิยมให้ลูกค้าถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน บ้านจึงมีฝุ่นเยอะ ยิ่งช่วงฝนตกจะแถมรอยเท้าที่เปียก ๆ เข้ามาด้วย

            ผู้ใหญ่มักจะพูดว่า รอยเท้าของคนทำให้อ้วน หมายความว่า ถ้าร้านค้าขายดีหรือบ้านที่มีอัธฌยาสัยไมตรีดี ร้านค้านั้นหรือบ้านนั้นก็จะมีคนเข้าออกเยอะ นั่นหมายถึงโอกาสในการทำการค้ามีมากขึ้น เวลาจะซื้อจะขายอะไร มักจะนึกถึงเราก่อน คนเดินเข้าเดินออก ทำให้คนดูว่าร้านนั้นขายของดี ยิ่งชวนให้ผู้พบเห็นอยากเข้ามาซื้อด้วย ในทางตรงข้าม หากพรรคพวกเราเห็นว่าเราใจแคบก็จะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย

ฝุ่นคือโชคลาภ

            ร้านค้าคนจีนจะเช็ดถูทำความสะอาดบ้านก่อนเปิดร้านกับหลังเลิกงานแล้วเท่านั้น ระหว่างเวลางาน จะไม่นิยมทำกัน ยกเว้นสกปรกมาก ๆ ผู้ใหญ่มักจะบอกเด็ก ๆ ว่า ฝุ่นพวกนี้เป็นโชคเป็นลาภนะ อย่ากวาดบ่อยละ เดี๋ยวลาภหาย ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ ทุกคนฟังแล้วต้องหัวเราะ หาว่าผู้ใหญ่เลอะเลือน

            ความจริงแล้ว ท่านลองคิดดูว่า การที่พื้นบ้านมีฝุ่นมาก ก็แสดงว่าจะต้องมีผู้คนเข้าออกมาก นั่นย่อมหมายถึงขายของได้มาก ผมสังเกตด้วยตัวเอง วันไหนไม่มีคนเข้าร้าน พื้นบ้านจะไม่สกปรก เงินในเกะก็พลอยหายไปด้วย มันไม่ใช่ปาฎิหาริย์แต่ประการใด แต่เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ จริงหรือไม่ครับ

สนทนาด้วยภาษาจีน

            ภาษาจีนยังคงเป็นภาษาสำคัญในการติดต่อค้าขายกับคนจีน นอกจากทำให้สื่อสารกันรู้เรื่องแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นพวกเดียวกัน และได้รับการยอมรับมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

            คนจีนที่ทำมาหากินในเมืองไทย พื้นฐานไม่ค่อยมีความรู้มากนัก ทั้งนี้เพราะไม่มีโอกาสในการศึกษา พอมาถึงเมืองไทย ต้องก่อร่างสร้างตัวเพื่อความอยู่รอด จึงยิ่งไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ คนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจน และไม่มีความจำเป็นใช้ จึงใช้ภาษาจีนเป็นหลักในการติดต่อสนทนา พอพบเห็นลูกหลานที่เกิดในเมืองไทย สามารถพูดภาษาจีนได้เหมือนกับเขา เขาจะเอ็นดู และภาคภูมิใจแทนพ่อแม่ของเด็กคนนั้น เหมือนกับท่านภูมิใจกับลูกหลานไทยที่เกิดในต่างประเทศ สามารถพูดภาษาไทยได้ กอร์ปกับหนังสือจีนมักจะมีเนื้อหาแฝงด้วยปรัชญาการดำรงชีวิตแบบไม่เอาเปรียบกัน มีความกตัญญูรู้คุณ ไม่ลืมชาติกำเนิด จึงทำให้เขายอมรับได้ง่ายขึ้น ที่นี้เราจะค้าขายอะไร ก็มีโอกาสขายได้มากกว่า ผมเองก็เคยใช้ภาษาจีนเป็นใบเบิกทางสำเร็จมาตลอด

สภากาแฟ

            ร้านกาแฟในสมัยก่อนคงมีจำนวนมากทีเดียว จนกระทั่งมีการนำมาใช้เป็นหน่วยเปรียบเทียบในด้านปริมาณ คนฟังแล้วเข้าใจทันที เช่น อีกหน่อยธนาคารจะมีมากกว่าร้านกาแฟ เดี๋ยวนี้หายไปเกือบหมดแล้ว คนรุ่นใหม่จะไม่เข้าใจ เพื่อให้ทันสมัย คงต้องเปรียบเทียบว่า มีมากกว่าร้านเซเว่นซะอีก

            เมื่อก่อนนี้ ร้านกาแฟจะมีอยู่เกือบทุกตรอก ซอก ซอย เป็นแหล่งพบปะกันของชุมชนนั้น ๆ ตื่นเช้า ก่อนจะไปทำงานก็จะไปนั่งที่ร้านกาแฟ เพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ทั้งไทยและจีน สมัยก่อนไม่ค่อยมีใครซื้อหนังสือพิมพ์รายวันเป็นของตัวเอง เพราะความรู้สึกว่าแพง เพราะฉะนั้น หนังสือพิมพ์ตามร้านกาแฟจึงถูกอ่านจนเปื่อยเละ แล้วใช้ร้านกาแฟเป็นที่สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุก ๆ เรื่อง ตามมุมมองและความรู้สึกของตัวเอง หรือเขาเรียกกันว่า สภากาแฟ สำหรับคนที่อ่านหนังสือไม่ออก ขยันไปนั่งฟังเขาคุยทุกวัน ก็สามารถเป็นคนรอบรู้ได้เช่นเดียวกัน บางทีอาจรู้มากกว่าคนรู้หนังสือ แต่อ่านหนังสือคนเดียวซะอีก

            คนชงกาแฟนอกจากต้องมีฝีมือในการชงกาแฟให้อร่อยแล้ว ยังต้องจำได้ว่าลูกค้าคนไหนชอบรสชาดเข้มข้นอ่อนแก่ระดับไหน เรียกว่าพอเดินเข้าร้านไม่ต้องถามยกไปเสริฟได้เลย เนื่องจากร้านกาแฟเปรียบเหมือนกับศูนย์กลางของชุมนุม ใครต้องการพบใคร อยากรู้เรื่องอะไร ต้องการซื้อหรือขายของ ไปสอบถามขอคำแนะนำได้จากคนชงกาแฟ จะได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของธุรกิจการค้า บางครั้งคนชงกาแฟก็จะได้ค่าแนะนำ บางคนก็ร่ำรวยจากการไปนั่งในร้านกาแฟในตอนเช้า ๆ หรือเพื่อการพักผ่อน

คนต่างถิ่นมักจะนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดเริ่มต้น รุ่นพ่อของผม เวลาไปค้าขายต่างจังหวัดใหม่ ๆ  หากไม่รู้จะไปหาใคร ไม่มีข้อมูลที่ดี ก็ให้ไปแวะร้านกาแฟประจำท้องถิ่นนั้น ใช้วาทะศิลป์เล็กน้อย ถามถ่ายหาข้อมูลจากคนชงกาแฟ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของเอง ส่วนใหญ่จะให้ความช่วยเหลืออย่างดี พ่อค้าจากถิ่นก็จะได้ข้อมูลว่าร้านไหนควรจะเข้าไปทำการค้าด้วย ร้านไหนมีนิสัยอย่างไร ควรจะหลีกเลี่ยงหรือระวังให้มากหน่อย ถ้ามีพ่อค้าชั้นดีของท้องถิ่นนั้น แวะมากินกาแฟ ก็จะช่วยแนะนำให้รู้จักกันด้วย บรรยากาศเช่นนี้ ยังพอเห็นได้บ้างในอำเภอเล็ก ๆ

            เป็นที่น่าเสียดายว่า บรรยากาศแบบเดิม ๆ ได้สูญหายไปแล้ว เหลือร้านกาแฟจำนวนน้อยมาก ที่น่าจะเข้าไปนั่งด้วยความรู้สึกสบายใจ ร้านกาแฟบางแห่งกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของโสเภณีราคาถูก หรือพวกคนตกงานหรือมิจฉาชีพ

โรงน้ำชา

            สมัยก่อน ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ได้จัดที่ไว้เป็นสัดส่วน ไม่มีห้องทำงานส่วนตัว ไม่มีที่พักผ่อนหรือรับแขกเป็นสัดส่วน จะพูดธุระอะไรก็จะได้ยินกันหมด ในช่วงเย็น ๆ หลังเลิก พวกเถ้าแก่จึงนิยมนัดไปพบกันที่โรงน้ำชา เพื่อจิบน้ำชาและปรึกษาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการค้า ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ส่วนตัวมากกว่า และเป็นความลับมากกว่า

            ต่อมา สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ร้านค้าได้แบ่งพื้นที่ของที่ทำงาน มีห้องรับแขก ห้องทำงานแยกกันเป็นสัดส่วน ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปโรงน้ำชาอีกต่อไป จึงทำให้โรงน้ำชาสมัยนี้กลายเป็นแหล่งโสเภณีไปในที่สุด

สโมสร

            ในแต่ละชุมชนของคนจีน มักจะรวมตัวกันก่อตั้งเป็นสโมสร เอาไว้เป็นที่พักผ่อน เล่นดนตรี เดินหมากรุก เป็นต้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ช่วยกันออก ใครมีมากก็ช่วยออกมากหน่อย ไม่มีก็ไม่ต้องออกเงินก็ได้ สโมสรจึงเป็นแหล่งชุมนุมของพ่อค้าในท้องถิ่นอีกแหล่งหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเปิดบริการในช่วงหลังเลิกงาน หรือวันอาทิตย์ เพราะฉะนั้น ใครที่ต้องการรู้จักคบค้ากับพ่อค้าเหล่านี้ ก็ต้องพยายามเขาไปสังสรรกับเขาให้ได้ หากได้รับความไว้วางใจแล้ว มาที่นี่แห่งเดียวแทบจะไม่ต้องไปทำการค้าที่อื่นเลย เพราะพวกที่มีโอกาสค้าขายกัน มารวมกันอยู่ที่นี่แล้ว

ศาลเจ้า

            ศาลเจ้าในแต่ละแห่งจะมีคณะกรรมบริหารศาลเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนในท้องถิ่น มาช่วยกันบริหาร คนมีเงินก็ช่วยสนับสนุนด้านการเงิน ไม่มีเงินมีเวลามาและอยากทำบุญก็มาช่วยออกแรง ช่วยกันบริหารศาลเจ้านั้น ๆ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

            ศาลเจ้าก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมของแกนนำระดับท้องถิ่น แต่ไม่มีทุกวัน หรือทุกอาทิตย์เหมือนกับสโมสรสมาคม ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าต่างถิ่น นักการเมือง หรือข้าราชการท้องถิ่น  หากต้องคบค้ากับคนระดับแกนนำ ก็ต้องเลือกจังหวะเวลางานฉลองของศาลเจ้า จะมีโอกาสพบและรู้จัดพร้อม ๆ กันทีเดียวหลายท่าน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปแนะนำตัวเองที่ละท่าน

            พ่อค้าหลายคนพยายามนำสินค้าของตัวเองไปร่วมทำบุญ และให้ผู้บริหารหรือคนทำงานศาลเจ้าได้มีโอกาสใช้สินค้าของตนเอง อาศัยงานศาลเจ้าในแต่ละครั้งเป็นที่ที่โฆษณาสินค้าของตนเอง ต้องเลือกจังหวะที่ดีและเหมาะสม เพราะไม่ได้สำเร็จไปทุกราย

 <back>

                                     


© 2002-2003 by SONGJIANGMALL  created by HS1ASN, KITTY
since October 14, 2002 disclaimer
Last update:01/04/2551 21:27:22