home  

ham  

tea  

myshop  

sjmall  

misc.  

links  

contact us


        

 

 

 

 

วิเคราะห์เจาะลึก Band Plan

            ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ประกาศใช้แผนความถี่ (Band Plan) สำหรับความถี่วิทยุสมัครเล่นทั้งย่าน VHF และ UHF มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ผ่านมาแล้วนั้น

            การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีผลทำให้นักวิทยุสมัครเล่นได้รับสิทธิในการใช้งานติดต่อสื่อสารรูปแบบอื่น ๆ ทัดเทียมกับนักวิทยุสมัครเล่นประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ด้วยพื้นฐานความเข้าใจในกิจการวิทยุสมัครเล่นแตกต่างกัน จึงทำให้บางคนเปิดแชมเปญฉลอง ในขณะที่บางคนเตรียมตัวประท้วง

            ก่อนที่จะด่วนตัดสินว่า ประกาศกรมไปรษณีย์โทรเลขฉบับนี้จะเป็นดอกไม้หรือก้อนอิฐ เรามาทำความเข้าใจก่อนดีไหมครับ

Band Plan ให้อะไรกับเราบ้าง

            Band Plan เป็นการบอกถึงสิทธิของผู้ใช้ความถี่นั้น (นักวิทยุสมัครเล่น) ว่าท่านมีสิทธิในการใช้ความถี่อะไร ใช้อย่างไรบ้างเช่น

            เริ่มแรกกำหนดให้ใช้งานได้เพียง 3 ช่อง และใช้พูดอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับปัจจุบันนี้ ย่านความถี่เดียวกันนี้ 144-146 MHz เราได้ช่องความถี่ใช้งานมากขึ้น รวมทั้งยังได้ใช้ติดต่อสื่อสารรูปแบบอื่น เช่น EME, Packet Radio, RTTY, CW และการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น แม้ว่า Band Plan กำหนดให้ท่านมีทางเลือกมากขึ้น แต่ไม่ได้บังคับว่า ท่านต้องใช้งานครบทุกรูปแบบ

ท่านมีโอกาสใช้งานตามสิทธิหรือไม่ ใช้อย่างไร

            แน่นอนนักวิทยุสมัครเล่นทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกันตามประกาศฯ บางรูปแบบ (Mode) การติดต่อสื่อสาร แม้ว่า จะไม่มีผู้เล่นในประเทศไทยเลย แต่เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกเขาใช้งานอยู่ โดยเฉพาะช่วงความถี่ที่ใช้ร่วมกันทั้งโลก เช่น ช่วงของ EME, และการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น เรามาดูต่อว่า ในแต่ละ Mode เขาทำงานกันอย่างไรบ้าง

EME (Earth Moon Earth)

            EME หรือบางท่านเรียกว่า Moon Bounce Communication หมายถึง การสื่อสารสะท้อนดวงจันทร์ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 144.000-144.0625 MHz นิยมติดต่อสื่อสารด้วยสัญญาณรหัสมอร์ส แต่ใช้ความเร็วต่ำ ที่ประมาณ 5 คำต่อนาที ระยะทางไปกลับระหว่างโลกกับดวงจันทร์กว่า 4 แสนกิโลเมตร จึงเป็นเรื่องท้าท้ายความสามารถอย่างยิ่ง

            ช่วงความถี่นี้เขาใช้ร่วมกันทั้งโลก เพราะมีดวงจันทร์ดวงเดียวกัน คนกรุงเทพอาจมีโอกาสน้อยมากในการใช้งาน Mode นี้ แต่คนอยู่ใกล้ ๆ กรุงเทพ เขาน่าจะมีสิทธิใช้งานได้ เอาแค่รับสัญญาณที่สะท้อนมาจากดวงจันทร์ได้ก็บุญหูแล้ว จึงไม่น่าที่จะทำให้เพื่อนของเราเสียโอกาส

            ในช่วงความถี่นี้ ยังมีการใช้ติดต่อสื่อสารแบบสะท้อนผิวเครื่องบินที่กำลังขับคลื่นอยู่ หรือสะท้อนดาวตก (Meteor Scatter) ก็ได้

การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม

            การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม ไม่ใช่เป็น Mode หรืออีกรูปแบบหนึ่งในการติดต่อสื่อสาร กำหนดให้ใช้ความถี่ที่ 145.8000-146.000 MHz และย่านความถี่ 435-438 MHz ซึ่งเป็นความถี่มาตรฐานสำหรับดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น แต่ละดวงโคจรอยู่ระดับสูงจากพื้นโลกเพียง 600-1000 กิโลเมตรขึ้นไป ในแต่ละวัน มีดาวเทียมของกิจการวิทยุสมัครเล่นโคจรผ่านประเทศไทยจำนวนมาก และวันละหลาย ๆ รอบด้วย

            เนื่องจาก เราไม่คุ้มที่จะเอาดาวเทียมกลับมาซ่อมได้ จึงต้องพยายามรักษาการใช้งานของดาวเทียมให้มีอายุการใช้งานนานเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น ดาวเทียมรุ่นใหม่จึงมีระบบป้องกันตัวเองสูง หากว่าดาวเทียมรับสัญญาณได้แรงผิดปกติ ก็จะเปิดระบบลดทอนสัญญาณ (Attenuator) เพื่อป้องกันระบบภาครับของตัวเองจะเสียก่อนเวลาอันสมควร อีกทั้ง Foot Print ของดาวเทียมครอบคลุมระดับภูมิภาค อย่างดาวเทียม Phase 3D มี Foot Print ใหญ่ครอบคลุมเกือบครึ่งโลก จะทำให้นักวิทยุสมัครเล่นเพื่อนบ้านใกล้เคียงหาว่าเราไม่มีวัฒนธรรม

การติดต่อสื่อสารแบบอื่น ๆ

            การติดต่อสื่อสารแบบอื่น ๆ ซึ่งตามประกาศฯ กำหนดให้ใช้งานได้ 2 ช่วงความถี่เล็ก ๆ คือ ที่ 145.500-145.6125MHz และ 145.725-145.800MHz ซึ่งอนุญาตให้ใช้งานได้มากมาย เช่น Packet Radio, CW, MCW, RTTY, Image ยกเว้นการติดต่อสื่อสารแบบ Spread Spectrum

Packet Radio

            Mode นี้อาจคุ้นหูท่านทั้งหลาย เพราะได้มีการทดลองมากว่า 5 ปีแล้ว เป็นการติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านวิทยุรับส่ง Packet Radio นอกจากจะใช้เพื่อการรับส่งข่าวสารและข้อมูล ทำงานกันแบบเครือข่ายเท่านั้น ยังมีการนำไปใช้งานได้อีกหลายอย่างเช่น

            Packet DX Cluster เป็นการทำงานแบบ Broadcasting เพื่อกระจายข่าวไปยังเครือข่าย ด้วยข้อความสั้น ๆ เพื่อช่วยให้นักวิทยุสมัครเล่นที่ชอบติดต่อกับสถานีวิทยุระยะไกล ทราบว่า ขณะนี้ มีนักวิทยุสมัครเล่นสัญญาณเรียกขานนี้ ใช้งานอยู่ที่ความถี่เท่าไหร่ รับสัญญาณได้ระดับเท่าไหร่ โดยผู้รับสัญญาณได้ จะเป็นผู้แจ้งเข้าไปเอง ใครสนใจติดต่อกับใคร ก็หมุนคลื่นไปตามคำแนะนำ ไม่ต้องหมุนหาจนนิ้วเมื่อย

            APRS (Auto Position Reporting System) เป็นการเอาเครื่องรับ GPS (Global Positioner System) ต่อเข้ากับระบบ Packet Radio เพื่อรายงานตำแหน่งของสถานี หากเครื่องคอมพิวเตอร์มีระบบแผนที่อิเล็คทรอนิค ก็จะทราบตำแหน่งสถานีที่รับสัญญาณได้ชัดเจนมากขึ้น

CW/MCW

            CW เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารอีกแบบหนึ่ง โดยใช้สัญญาณรหัสมอร์ส เครื่องวิทยุรับส่งต้องเป็นแบบ All Mode จึงจะใช้เป็น CW ได้ แต่วิธีการที่เราคุ้นเคยคือการเคาะสัญญาณรหัสมอร์สและอีกมือหนึ่งกดคีย์ไมโครโฟนเพื่อส่งออกอากาศนั้น เรียกว่าการติดต่อแบบ MCW (Modulate Continuous Wave) ซึ่งขณะนี้ใช้ฝึกสอนการรับสัญญาณรหัสมอร์สที่ความถี่ 145.725 MHz วิธีการคือให้ส่งสัญญาณรหัสมอร์สด้วยมือ และรับด้วยหู ปัจจุบันนี้ software สามารถถอดรหัสมอร์สเป็นตัวอักษรปรากฎบนจอคอมพิวเตอร์ได้ และส่งออกโดยใช้ Keyboard และแปลงเป็นสัญญาณรหัสมอร์สออกอากาศไป

RTTY (Radio Tele-typewriter)

            RTTY เป็น Mode การติดต่อสื่อสารที่พัฒนาขึ้นมาจาก CW เป็นแบบ Keyboard to Keyboard รับส่งตัวอักษร ASCII code แบบ 5 bit ความเร็วประมาณ 45 Baud

Image

            หมายถึงการติดต่อสื่อสารด้วยภาพ ซึ่งมีทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว สำหรับย่าน VHF ซึ่งมี Bandwidth เพียง 2 MHz จึงเหมาะสมกับการรับส่งภาพนิ่งมากกว่า

            SSTV (Slow Scan TV) เป็นการรับส่งภาพนิ่งผ่านคลื่นวิทยุ มีความเร็วในการส่งภาพนิ่ง 8 วินาทีต่อภาพ ความชัดเจนของภาพขึ้นอยู่สัญญาณคลื่นวิทยุที่รับได้

            นอกจากนี้ ยังมีการรับส่งภาพเคลื่อนไหว เรียกว่า NBTV (Narrow Band TV) ขณะนี้นักวิทยุสมัครเล่นประเทศอังกฤษกำลังทดลองอยู่ ภายใต้ Bandwidth ที่ได้รับอนุญาต อุปกรณ์ส่วนใหญ่ยังต้องทำขึ้นเอง

Mode Phone

            นักวิทยุสมัครเล่นบางท่านอาจไม่สนใจการติดต่อรูปแบบอื่น ๆ ที่ได้มาเลย อยากจะใช้ปากพูดอย่างเดียวเท่านั้น เขาเหล่านั้นก็ไม่ผิด หากท่านมีเครื่องวิทยุรับส่งแบบ All Mode ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศไปใช้แบบ SSB (Single Side Band) ก็ได้ และใช้ได้ทั้ง USB (Upper Side Band) กับ LSB (Lower Side Band) คู่สถานีต้องมีเครื่องแบบ All Mode ด้วยนะครับ

ความถี่ UHF ให้มาทำไม

            เป็นความโชคดีในอีกระดับหนึ่ง แม้ว่าในย่านความถี่ UHF เราจะได้แต่ภาครับอย่างเดียว และเป็นช่วงความถี่การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นเท่านั้น (435-438MHz) ผมมองว่าเป็นสัญญาณบอกว่าเราจะได้ใช้ย่านความถี่ UHF ทั้งรับและส่ง ในอนาคตไม่นานนี้

เครื่องรับย่านความถี่ UHF อยู่ในมือท่าน

            สำหรับใครที่มีเครื่องวิทยุรับส่งกิจการวิทยุสมัครเล่น ย่านความถี่ VHF (144-146MHz) แบบ J mark ซึ่งมีใช้ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย หากเปิดแบนด์ภาครับ จะสามารถรับฟังย่านความถี่ UHF ของกิจการวิทยุสมัครเล่น แต่ไม่สามารถส่งออกอากาศได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่เป็นแบบ FM แต่ดาวเทียมส่วนใหญ่ติดต่อกันแบบ SSB  

12.5KHz นี้ เพื่อใคร

            เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้น ขณะที่มีความถี่เท่าเดิม ทำให้มีแนวคิดที่จะพยายามลดช่องห่างระหว่างช่องให้เล็กลง เมื่อก่อนนี้ มีผู้ใช้วิทยุอยู่น้อยมาก ITU ก็กำหนดมาตรฐานไว้ที่ 50KHz ต่อมาก็เป็น 25KHz แบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และปัจจุบันก็เข้าสู่ 12.5KHz เครื่องวิทยุรับส่งแบบ Commercial รุ่นใหม่ ๆ จะเป็นแบบนี้ไปหมดแล้ว ขณะนี้ เครื่องวิทยุรับส่งที่ใช้ในกิจการอื่นของบางประเทศ เตรียมก้าวสู่แบบ 6.25 KHz แล้ว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

มีการรบกวนทำอย่างไร

            วัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของการมีกิจการวิทยุสมัครเล่นคือเพื่อการทดลอง เพราะฉะนั้น หากพวกเราใช้กำลังส่งตามกติกากำหนด ถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้ว่าจะมีการรบกวนกันบ้างโดยไม่เจตนา ก็ถือว่าเป็นกรณีศึกษา เพื่อหาวิธีการอย่างหนึ่งอย่างไร เพื่อขจัดหรือลดทอนการรบกวนระหว่างให้น้อยลง ถือว่าเป็นเรื่องการศึกษา การทดลอง ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดลงเอง

พ่อค้าได้ประโยชน์จริงหรือ

            ผมกลับมองว่าพ่อค้าเครื่องวิทยุรับส่งเสียผลประโยชน์มากมาย เครื่องวิทยุรับส่งที่เหลืออยู่ในตลาดเป็นแบบ 25KHz ทั้งนั้น ทำให้เขาหยุดชะงัดไประยะหนึ่งและขายได้ลำบากมากขึ้น ขณะนี้ยังไม่มีวิทยุรับส่งรุ่นไหนที่ใช้งานแบบ 12.5KHz ได้ดี แม้ว่า ประเทศอังกฤษได้ประกาศเมื่อ 4 ปีที่แล้วและมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2000 แล้วก็ตาม

ช่างซ่อมได้ประโยชน์จริงหรือ

            หากว่าจะปรับแต่งให้ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือชั้นดี และช่างต้องมีความรู้อย่างดีเยี่ยม เขาเอาสมองไปซ่อมเครื่องตามอาการเสียปกติจะได้เงินมากกว่า อย่างไรก็ตาม อาจมีช่างนักฉวยโอกาสผลุบโผล่ขึ้นมาแล้วในขณะนี้ก็ได้

แล้วใครได้ผลประโยชน์

            อันดับแรก ผมว่าตัวนักวิทยุสมัครเล่นได้รับผลประโยชน์สูงสุด มีทางเลือกในการศึกษาทดลองมากขึ้น ความหนาแน่นในการใช้ความถี่น้อยลง เพราะเฉลี่ยไปใช้งานตามรูปแบบ (Mode) ที่ตัวเองสนใจ มีผู้มีความรู้ใน Mode ต่าง ๆ มากขึ้น เมื่อมีผู้รู้จริงมากขึ้นและอยู่กันทั่วทุกพื้นที่ พ่อค้าจะได้รับผลประโยชน์น้อยลง เพราะจะเอาของไม่ดีมาทำกำไรสูงไม่ได้อีกแล้ว

โดยสรุป

            ผมมีความหวังอย่างยิ่งว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างกว้างขวางมากกว่าความขัดแย้ง แต่ประกาศฯ ฉบับนี้เป็นดอกไม้หรือก้อนอิฐ คงเป็นหน้าที่ของท่านเป็นผู้สรุปเองนะครับ



<back>

 

                                     


© 2002-2003 by SONGJIANGMALL  created by HS1ASN, KITTY
since October 14, 2002 disclaimer
Last update:01/04/2551 21:27:22